เรื่องสิวๆ ที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน

stock-photo-portrait-of-young-attractive-woman-touching-her-face-and-looking-for-acne-380421205

“สิว” ถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่มักจะประสบพบเจอกับเจ้าตัวปัญหานี้ ส่วนใหญ่แล้วอาการของสิวจะไม่รุนแรงนัก แต่สำหรับบางคนอาจจะรุนแรงและอักเสบมาก ที่สำคัญ คือบางคนเมื่อสิวหายไปแล้วก็ยังคงทิ้งรอย กลายเป็นแผลเป็น รอยดำ รอยบุ๋ม หรือรอยนูน ไว้ให้รำคาญใจ
รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเกิดสิวมีอยู่หลายประการ โดยเฉพาะช่วงเข้าสู่วัยรุ่น เพราะเนื่องจากร่างกายมีการสร้างฮอร์โมนเพศมากขึ้น ซึ่งฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นต่อมไขมันให้มีขนาดโตและผลิตไขมันได้มากขึ้น และจะทำให้ใบหน้าและ หนังศีรษะเกิดความมันมาก อีกทั้งยังมีแบคทีเรียที่ชื่อว่า P. acne เพิ่มมากขึ้นในบริเวณรูขุมขน ในต่อมไขมันที่มีขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้รูขุมขนบริเวณที่มีสิว สร้างเคราตินที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตันที่บริเวณรูขุมขนนั้น และยังเป็นตัวกระตุ้นให้สิวอักเสบมากขึ้นได้
นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่กระตุ้นให้สิวกำเริบ เช่น ความเครียดจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้นการนวด ขัด ถู ใบหน้าแรงๆ การล้างหน้าด้วยสบู่บ่อยเกินไป การใช้ยาทาบางอย่าง เช่น สเตียรอยด์ เครื่องสำอางและสารเคมีบางอย่างอาจจะกระตุ้นให้เกิดสิวได้ หรือกลุ่มคนที่มีอาชีพที่ต้องสัมผัสกับอากาศร้อนเหงื่อออกมาก หรือทำงานในโรงงานที่ต้องสัมผัสกับน้ำมัน ก็ล้วนทำให้เป็นสิวได้มากขึ้นเช่นกัน
การรักษาสิวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะถือว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อย ซึ่งการเป็นสิวก็ต้องแยกก่อนว่าเกิดจากอะไร เพราะบางครั้งสิวไม่ได้เกิดแค่เฉพาะฮอร์โมนอย่างเดียว อาจเกิดจากการสะสมจากการล้างเครื่องสำอางออกไม่หมด เกิดจากการใช้ยาสเตียรอยด์ต่างๆ และเกิดจากเชื้อรา โดยการวินิจฉัยโรค จะแยกโรคจากรูขุมขนอักเสบและที่เกิดจากสเตียรอยด์ เพราะจะมีลักษณะเป็นตุ่มแดงๆ บริเวณรูขุมขนและจะเกิดหลังจากการใช่สารสเตียรอยด์ประมาณ 2 สัปดาห์
โดยลักษณะอาการทั่วไป คนที่เป็นสิว สิวอุดตัน มีลักษณะเป็นตุ่มนูนผิวซึ่งเป็นลักษณ์ของสิวหัวปิด แต่หากพบเป็นจุดดำที่ยอดของตุ่มก็จะเป็นลักษณ์ของสิวหัวเปิด ซึ่งปกติจะพบคละๆ กัน สิวอักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีแดง ตุ่มหนอง หรืออักเสบมากคล้ายถุงซีสต์ และมักจะพบบริเวณที่พบสิวมากเป็นคือ ใบหน้า หน้าอก และหลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่เป็นจำนวนมาก

การดูแลรักษาไม่ให้เกิดสิว ส่วนใหญ่จะใช้ยาทา และยารับประทานในการรักษา ซึ่งยาทาจะนิยมใช้มีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มยาปฏิชีวนะ เช่น อิริโทมัยซินนามิก (erythromycin), คลินดามัยซิน (clindamycin) จะเป็นกลุ่มที่ช่วยลดปริมาณของ P.acnc ที่รูขุมขนแล้วยังช่วยลดการอักเสบ กลุ่มเบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) ก็ช่วยลดปริมาณของ P.acne ที่รูขุมขน และช่วยลดการอักเสบ กลุ่มยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ จะช่วยละลายหัวสิว ใช้ได้ดีในสิวชนิดไม่อักเสบ ยาแต่ละชนิดมีหลายความเข้มข้น ความเข้มข้นที่สูงจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย หากทายาต่อเนื่อง 2-4 สัปดาห์อาการยังไม่ดีขึ้นควรใช้ยารับประทานร่วมด้วย
สำหรับยารับประทานจะเป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มเตตตร้าไซคลิน (tetracycline) หรือดอกซีไซคลิน (doxycycline) หรือถ้าเป็นสิวเรื้อรัง รุนแรง ควรใช้ยาในกลุ่มกรดไวตามินเอ (13-cis retinoic acid) ซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เนื่องจากยาชนิดนี้ จะมีผลต่อการตั้งครรภ์ การทำงานของตับและไขมันในเลือด โดยสิวที่มีอาการไม่รุนแรง จะสามารถหายได้เอง หรือเมื่อรักษาต่อเนื่อง อาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ ในระยะเวลาเพียง 2-4 สัปดาห์ หากเป็นสิวที่รุนเรงมักใช้เวลาหลายเดือนอาการอักเสบจึงจะทุเลาลง นอกจากนี้การรักษาด้วยวิธีการรับประทานยา และยาทาแล้ว การใช้แสงเลเซอร์ การฉายแสงสีฟ้า และแสงสีแดง จะช่วยเสริมผลการรักษาสิวให้หายเร็วขึ้นด้วย
ในการรักษาสิวไม่ใช่แค่เฉพาะการรักษาบนใบหน้าเท่านั้น แต่ต้องดูแลทั้งร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องฮอร์โมน ซึ่งในต่างประเทศจะมีการวิเคราะห์ว่า สิวที่เกิดจากฮอร์โมนจะมีความแตกต่างจากสิววัยรุ่น โดยสิวจะมีการกระจายขึ้นรอบคาง รอบปาก และเกิดจากเครื่องสำอาง อาทิ คลีนซิ่ง ซันครีม ไนท์ครีม เซรั่ม มากกว่าพวกที่ทำให้เกิดผิวบนใบหน้าต่างๆ
ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่กระตุ้นให้เกิดสิวด้วย ไม่ว่าจะเป็นการล้างและถูหน้าแรงๆ หรือนวดหน้า รวมถึงการบีบและแกะสิว ภาวะความเครียดและการนอนดึก ซึ่งพวกนี้สามารถทำให้เกิดสิวได้ทั้งสิ้น

ข้อมูลโดย รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

BBetterCare to share...Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on TwitterPin on Pinterest0