ปัญหาสุขภาพช่องปาก

ปัญหาสุขภาพช่องปาก.

ปัญหากลิ่นปาก

 
ปัญหากลิ่นปาก
กลิ่นปาก มีสาเหตุมาจากทั้งภายในและภายนอกช่องปาก แต่สาเหตุส่วนใหญ่ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ มาจากภายในช่องปาก เพราะกลิ่นปากเกิดจาก เชื้อแบคทีเรียกลุ่มหนึ่งในปาก ไปทำการย่อยสลาย สารประกอบประเภทโปรตีนที่ตกค้างอยู่ในช่องปากและลำคอ ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นขึ้น

กลิ่นปากจากสาเหตุภายในช่องปาก

1.การแปรงฟันไม่สะอาด

ส่วนใหญ่เกิดจากการรักษาสุขภาพช่องปากไม่ดีพอ เช่นการแปรงฟันไม่สะอาด มีคราบเศษอาหารตกค้างตามคอฟัน ซอกฟัน ร่องเหงือก ลิ้น หรือกระพุ้งแก้ม บางคนแปรงฟัน ต่อให้แปรงฟัน สะอาดแค่ไหน หากไม่ใส่ใจทำความสะอาดลิ้น และไม่ทำความสะอาดซอกฟัน ก็เป็นสาเหตุทำให้มีกลิ่นปากได้

2.การมีฟันผุ

ฟันที่ผุจนเป็นหลุม หรือเป็นรูลึก ทำให้เศษอาหารตกค้างสะสมอยู่ในรูฟันที่ผุ เศษอาหารจะบูดเน่าทำให้เกิดกลิ่น หากละเลยการทำความสะอาด ปล่อยไว้จนเศษอาหารบูดเน่า ฟันผุถึงโพรงประสาทฟัน จนเกิดเป็นหนองที่ปลายรายฟัน ทำให้ส่งกลิ่นเน่าเหม็น

3.โรคเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์

คราบอาหารที่ตกค้างบริเวณผิวฟัน ที่ทำความสะอาดไม่หมด จนกลายเป็นแผ่นคราบแบคทีเรีย และหินปูน เมื่อสิ่งเหล่านี้สะสมหนาตัวขึ้น จะมีการทำลายอวัยวะ รอบๆรากฟัน จนเหงือกอ้าออกทำให้เศษอาหารเข้าไปสะสมในร่องเหงือก ทำให้เกิดกลิ่นปากได้

4.มีแผลในช่องปาก

ผู้ป่วยที่มีแผลในช่องปาก เช่น แผลซิฟิลิส แผลเนื้องอกต่างๆ ในช่องปากจะส่งกลิ่นรุนแรงมาก เพราะแผลเนื้องอกจะมีหนองและของเสียต่างๆมาก ควรรักษาให้หาย เมื่อแผลหายกลิ่นปากก็จะลดลง กลิ่นปากอาจเกิดขึ้นได้ภายหลักการถอนฟัน หรือผ่าตัดในช่องปาก เนื่องจากมีแผลในปาก ผู้ป่วยมักใช้ฟันบดเคี้ยวอาหารอ่อน ทำให้มีอาหารติด ผู้ป่วยมักจะใช้ฟันบดเคี้ยวอาหารได้ไม่ถนัด การรับประทานอาหารอ่อนทำให้มีอาหารติดฟันได้ง่ายและมากขึ้น แผลที่มีเลือดไหลซึมจะเป็น อาหารอย่างดี ของเชื้อโรคในช่องปาก ทำให้เกิดการบูดเน่าของอาหารและเลือดมีกลิ่นเหม็นได้

5.ผู้ที่จัดฟันใส่ฟันปลอมหรือใส่เครื่องมือต่างๆ ในปาก

เช่น เครื่องมือจัดฟัน เครื่องมือกันฟันล้มเก หรือเฝือกสบฟัน เป็นต้น โดยเฉพาะผู้ที่ติดเหล็กจัดฟัน อาจมีคราบเศษอาหาร คราบแบคทีเรียตกค้างตามซอกเหล็ก ถ้ารักษาความสะอาดไม่ดี จะทำให้มีกลิ่นปากได้

6.ภาวะปากแห้ง

สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิด กลิ่นปากคือ ภาวะปากแห้ง น้ำลายน้อย ซึ่งมีสาเหตุ มาจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ เมื่อมีน้ำลายน้อย เชื้อโรคต่างๆ จะตกค้างอยู่ในช่องปากเป็น จำนวนมาก จึงทำให้เกิดกลิ่นมากขึ้น ในบางขณะ

 
กลิ่นปากจากสาเหตุภายนอกช่องปาก

1.การสูบบุหรี่ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้สูบและคนรอบข้างแล้ว ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้สูบเป็นโรคปริทันต์รุนแรงมากขึ้นด้วย และกลิ่นของบุหรี่ที่ตกค้างอยู่ในช่องปากผสมกับกลิ่นอื่น ๆ ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเฉพาะตัวขึ้นได้

2.การรับประทานอาหาร เช่น หัวหอม หัวกระเทียม เครื่องเทศ สะตอ และแอลกอฮอล์ จะทำให้มีกลิ่นปากได้ แต่โดยธรรมชาติอาหารพวกนี้เมื่อถูกย่อยดูดซึม และขับถ่ายออกแล้วกลิ่นก็จะหายไปได้เอง
แต่สำหรับในบางกรณีระบบต่าง ๆ ของร่างกายที่เกิดขึ้น สามารถทำให้เกิดกลิ่นปากได้ เช่น

3.โรคในระบบาทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไซนัสอักเสบ โรคทอนซิลอักเสบ โรคมะเร็งที่โพรงกระดูก

4.โรคในระบบาทางเดินหายใจส่วนล่างเช่น โรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร โรคปอดเรื้อรัง วัณโรคปอดหรือมะเร็งปอด โรคของระบบขับถ่าย

วิธีทดสอบกลิ่นปาก
วิธีทดสอบง่ายๆ เพียงเอามือปิดปากและจมูก เป่าลมแรง ๆ ออกจากปากและดม ซึ่งบางคนก็สามารถบอกได้ว่ามีกลิ่นปากหรือไม่ หรือใช้วิธีของร้องให้คนใกล้ชิดช่วยบอกก็ได้
เมื่อรู้ว่าเรามีกลิ่นปาก ต้องหาสเหตุให้ได้ก่อนว่าเกิดจากอะไร เพื่อนำไปสู่การแก้ไขได้ถูกต้อง ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพช่องปาก เพื่อนำไปสู่การรักษาอย่างถูกต้อง นอกกจากนี้สามารถดูแลรักษาไม่ให้เกิดกลิ่นในช่องปากได้ง่าย ๆ ด้วยการดูแลอนามัยของช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอ ที่สำคัญต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันอาการปากแห้ง
การแก้ปัญหามีกลิ่นปาก ด้วยการใช้น้ำยาบ้วนปาก สเปรย์หรือลูกอมรสมินท์ เป็นการแก้ไขที่ไม่ถูกต้อง เพราะโดยทั่วไปน้ำยาบ้วนปากจะมีส่วนผสมหลัก คือ สารแต่งรส แอลกอฮอล์ และสารต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์น้ำยาบ้วนปากจะช่วยลดกลิ่นปากได้ชั่วคราวเท่านั้น เพราะไม่ได้กำจัดสาเหตุที่แท้จริงออกไป ทำให้อาการของโรคถูกปิดบัง จนอาจเกิดอาการรุนแรงได้โดยไม่รู้ตัว

ป้องกันกลิ่นปากระหว่างวัน หลังรับประทานอาหารควรแปรงฟันให้สะอาด หรือไม่สะดวกพกแปรงสีฟัน สามารถใช้ ยาสีฟันชนิดโฟม (whitening toothfoam) อมกลั้วปากเพียง 30 วินาที จะช่วยลดกลิ่นปากหลังรับประทานอาหาร และช่วยลดคราบที่ผิวฟัน ป้องกันหินปูน และฟันผุได้อีกด้วย
 

banner
การเกิดหินปูน
หินปูนเป็นสารประกอบแคลเซียมที่ตกตะกอนเป็นผลึก จากการที่แคลเซียมในน้ำลายรวมตัวกับสารบางอย่างจากคราบจุลินทรีย์ (บางทีเรียกว่า “พลัก” [plaque] หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า “ขี้ฟัน” นั่นเอง)

หินปูนมีผิวที่ขรุขระจึงทำให้เกิดการเกาะของคราบจุลินทรีย์ได้ง่าย ผลที่ตามมา ก็คือ เชื้อโรคในคราบจุลินทรีย์ ทำให้เกิดเหงือกอักเสบ นอกจากนี้ถ้ามีอาหารพวกน้ำตาลอยู่ด้วย ในคราบจุลินทรีย์ก็จะทำให้ เกิดฟันผุในบริเวณนั้นได้ง่าย หินปูนยังทำให้เกิดความไม่สวยงาม และมักทำให้เกิดกลิ่นปาก ดังนั้นจึงควรขูดหินปูนออก ระยะห่างของการขูดหินปูนแต่ละครั้งไม่เท่ากันในแต่ละคน โดยทั่วไปแนะนำพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน เพราะบางคนเกิดหินปูนได้เร็วกว่าคนอื่น เคยมีการศึกษาพบว่า มีสารออกซาเลตสูงในหินปูนของคนภาคอีสาน ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในหน่อไม้ ผู้ที่ศึกษาถึงเรื่องนี้คิดว่า การกินหน่อไม้มีผลทำให้หินปูนมากขึ้นในคนภาคอีสาน แต่อย่างไรก็ตามยังต้องทำการศึกษาต่อไป การตรวจดูหินปูนด้วยตนเองนั้นทำได้ง่าย เพราะบริเวณที่พบได้บ่อย คือด้านลิ้นของฟันหน้าล่าง ให้ส่องกระจกดู อ้าปากกว้างๆ ก้มหน้าลงมองไปที่ด้านลึกของฟันหน้า ด้านล่างเป็นจุดที่สังเกตได้

การขูดหินปูนจะทำให้ ฟันและช่องปากจะสะอาดขึ้น ส่วนบางคนที่ใช้ฟันเคี้ยวอาหารด้านเดียว ฟันที่ไม่ได้ใช้จะมีหินปูนสะสมมาก แต่เมื่อขูดหินปูนออกแล้วการใช้งานจะดีขึ้น และฟันที่ถูกคลุมด้วยหินปูน ก็จะได้รับการวินิจฉัยรักษา นอกจากนี้ยังมีผลในการกำจัดกลิ่นปาก เพิ่มความสวยงาม ปรับปรุงบุคลิกภาพ เพราะดูสะอาด มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น
การจะป้องกันไม่ให้เกิดหินปูน ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ แต่การมีหินปูนมิใช่การเป็นโรค ก็คล้ายๆ กับการเกิดมีขี้ฟันที่เกาะที่ตัวฟันหลังกินอาหาร ถ้าไม่กินก็คงจะไม่เกิด แต่จริงๆ แล้วแม้ไม่กินอาหารก็มีคราบของโปรตีนในน้ำลายไปเกาะที่ผิวฟันอยู่ดี เพียงแต่เรามองไม่เห็น และไม่เป็นอันตรายต่อฟัน ดังนั้นที่จะทำได้คือ การทำความสะอาดฟันให้สะอาดทั่วทั้งปากทุกๆ วัน ก็จะทำให้เกิดหินปูนช้าลงหรือน้อยลง การใช้น้ำยาบ้วนปาก(whitening toothfoam) หลังทานอาหาร ก็เป็นอีกปัจจัยที่ สามารถลดการเกิดหินปูนได้ ดังนั้นในระยะยาวก็อาจมีผลที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า อาจลดการเกิดหินปูนในประชากรได้ร้อยละ 5-10

banner
 
ฟันผุ

ฟันผุเป็นโรคที่พบบ่อยมาก สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของฟันเช่นร่องฟันลึก จากเชื้อแบคทีเรียที่มีมากและย่อยอาหารพวกแป้งและน้ำตาล ทำให้เกิดกรดที่ไปทำลายที่ผิวฟัน จนเกิดเป็นรู้ และหากลามไปถึงรากฟันก็จะทำให้เกิดอาการปวดฟัน ฟันของคนเราปรกติจะมีการ demineralization เป็นการที่แร่ฐาตุของผิวฟันถูกขับออก และมี remineralizatio หรือขบวนการเติมแร่ธาตุให้กับผิวฟันโดยแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำลาย หากขบวนการเติมแร่มากกว่าขบวนการขับออกฟันฟันจะปรกติ เมื่อขบวนการละลายแร่ธาตุมากกว่าขบวนการสร้างก็จะเกิดฟันผุ ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะเชื้อ Streptococcus mutan และ Lactobasillus ย่อยอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต์ ทำให้เกิดกรดซึ่งจะทำลายผิวเคลือบฟัน ในรายที่เริมเป็นจะเห็นเป็นสีขาวขุ่นเล็ก ๆ ที่ผิวฟัน ในระยะนี้หากตรวจพบ และรักษาสุขอนามัยก็จะทำให้ผิวฟันกลับปกติ หากยังมีการละลายของผิวฟันต่อไปอีก ก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลซึ่งหากยังไม่เป็นรูก็ยังสามารถกลับคืนสู่ปรกติได้ หากกลายเป็นรูก็จะคงรูปตลอด และหากไม่รักษาก็จะมีอาการปวดฟันจนกระทั่งฟันร่วง

ฟันผุต้องมีอาการปวดฟันหรือไม่
หากฟันผุเริ่มเป็นและมีการละลายผิวฟันชั้น Enamel หรือชั้น Dentin จะไม่มีอาการปวดจะเห็นเป็นรอยขาว หรืออาจจะออกสีน้ำตาล เมื่อฟันผุลงลึกถึงชั้น Pulp ซึ่งกดดูจะนิ่มถึงตอนนั้นจะมีการเสียวฟันเวลารับประทานของร้อนหรือเย็น และหากลามไปถึงรากฟัน ก็จะทำให้เกิดอาการปวดฟัน บางรายจะมาด้วยมีกลิ่นปาก

สาเหตุของฟันผุมีอะไรบ้าง
ปัจจัยที่จะทำให้เกิดฟันผุจะมีอยู่ 4 สาเหตุ จากฟัน แบคทีเรีย อาหาร และระยะเวลา
สาเหตุจากฟัน
มีโรคฟันบางประเภทที่มีเกลือแร่ที่เนื้อฟันน้อยทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย นอกจากนั้นผู้ที่มีร่องบนฟันมากหรือลึกก็จะเกิดฟันผุได้ง่าย และผู้ที่เป็นโรคเหงือกมีเหงือกร่นทำให้ Dentin สัมผัสสภาพในฟัน Dentin จะมีเกลือแร่เป็นองค์ประกอบน้อยกว่าผิวฟัน ซึ่งในสภาพปากปกติก็ทำให้เกิดฟันผุได้(ผิวฟันปรกติจะต้องมี pH<5.5 จึงจะเกิดฟันผุ) เชื้อแบคทีเรีย ผู้ที่มีเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวข้างต้นหากมีมากที่คราบหินปูน หรือที่ร่องฟันมากก็จะทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย อาหาร อาหารแป้ง น้ำตาลจะถูกย่อยโดยเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดกรดซึ่งหากฟันสัมผัสกรดเป็นเวลานาน หรือบ่อย ผิวฟันก็จะสึกและผุ ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานอาหารจำพวกแป้งหรือน้ำตาลให้บ่อยมาก ระยะเวลาที่ฟันเจอกับกรด ปรกติเมื่อทายอาหารแป้งและมีเศษอาหารเหลือ เชื้อแบคทีเรียจะย่อยสลายทำให้เกิดกรด และมีการละลายของผิวฟัน แต่ปริมาณน้ำลาย และเกลือแร่ในน้ำลายจะลดความเป็นกรดและเติมเกลือแร่ให้กับฟัน ดังนั้นหากรับประทานอาหารบ่อย หรือน้ำลายน้อยก็จะทำให้ฟันอยู่ในสภาพเป็นกรดนาน ฟันจะเสี่ยงต่อฟันผุได้ ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่
– โรคประจำตัวที่ทำให้น้ำลายออกน้อยเช่น โรคเบาหวาน โรคเบาจืด
– ยาบางชนิดที่ทำให้น้ำลายลดลง เช่น ยาแก้แพ้ ยาแก้โรคซึมเศร้า
– การสูบบุหรี่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดทั้งฟันผุ และโรคเหงือกอักเสบ

เราจะทราบได้อย่างไรว่ามีฟันผุ
เนื่องจากฟันผุในระยะแรกมักจะไม่มีอาการอะไร การที่จะรู้อาจจะต้องส่องกระจกหากพบเป็นรอยสีน้ำตาลแสดงว่ามีฟันผุ หรืออาจจะให้ทันตแพทย์ตรวจประจำปีซึ่งจะใช้เครื่องมือเหมือตะขอเกี่ยวดู ในบางรายอาจจะต้อง X-ray ฟันจึงจะทราบ สำหรับท่านที่มีกลิ่นปากไม่หาย ท่านจะต้องไปตรวจฟันและเหงือก

การป้องกันฟันผุ
•เรื่องสุขอนามัยในช่องปาก ได้แก่การแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และการใช้ไหมขัดฟัน
•จะต้องปรับเปลี่ยนเรื่องอาหารได้การลดอาหารหวานหรือจำพวกแป้ง จะต้องลดความถี่ของการรับประทานของหวานลง นอกจากนั้นอาหารหวานที่ติดฟัน เช่นลูกผม หรือผลไม้แห้งจะติดฟันได้นานซึ่งจะทำให้ฟันอยู่ในสภาวะที่เป็นกรดนาน
•สำหรับเด็กไม่ควรจะให้อมหัวนมจนหลับเพราะจะทำให้เกิดฟันผุ
•การให้แคลเซี่ยมและฟลูออไรด์ก็จะลดการเกิดฟันผุ
•การใช้ยาสีฟันโฟม(whitening toothfoam) ระหว่างวัน บ้วนปากหลังรับประทานอาหารเพียง 30 วินาทีจะช่วยลดการก่อตัวของแบคทีเรีย ป้องกันกลิ่นปาก และลดการเกิดฟันผุ
•การใช้เครื่องทำความสะอาดฟัน (Oral water Jet) หลังการแปรงฟันก่อนนอน จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างตามร่องเหงือก ทำให้เหงือกแข็งแรง และลดการเกิดฟันผุ

การรักษาฟันผุ :ขึ้นกับความลึกและโครงสร้างของฟันถูกทำลายไปมากน้อยแค่ไหนซึ่งขึ้นกับทันตแพทย์จะพิจารณา

 
banner

โรคเหงือก
ปัญหาโรคเหงือก
ฟันที่แข็งแรง ฟันหนึ่งซี่ประกอบด้วย ฟันและรากฟัน ฟันคือส่วนที่สามารถมองเห็นได้ แต่รากฟันมักมองไม่เห็น รากฟันจะปกคลุมไปด้วยสารที่เรียกว่าเคลือบ รากฟัน และมีเส้นใยเหงือกยึดรากฟันเข้ากับขากรรไกร เหงือกจะปกคลุม ขากรรไกรและมีฟันขึ้นเรียงเป็นแถว ระหว่างเหงือกและฟันแต่ละซี่จะมีร่องเหงือกเป็นช่องเล็กๆ ลึกประมาณสองมิลลิเมตร ผิวเหงือกที่สุขภาพ ดีจะมีสีชมพูและมีแต้มแดงๆ เล็กน้อย

วิธีป้องกันปัญหาโรคเหงือก เพื่อป้องกันความเสียหายอย่างถาวรของเหงือกและการสูญเสียฟัน ต้องทำ ความสะอาดฟันเป็นประจำ ทุกวันเพื่อกำ จัดแบคทีเรีย (คราบ จุลินทรีย์) ที่จะสะสมบนฟันตามธรรมชาติ แปรงสีฟันธรรมดาจะไม่ สามารถทำ ความสะอาดถึงซอกฟันได้ และในการทำ ความสะอาดซอก ฟัน ยังต้องใช้ไม้จิ้มฟันหรือแปรงซอกฟัน ขึ้นอยู่กับขนาดของซอกฟัน หรือใช้ เครื่องทำความสะอาดฟัน(Oral water Jet) เพื่อช่วยขจัดคราบตกค้างในซอกฟัน และร่องเหงือกที่ยากต่อการทำความสะอาด
หมายเหตุ: การกำ จัดเศษอาหารอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ยังต้อง กำ จัดคราบแบคทีเรียที่ปกคลุมฟันด้วย ทันตแพทย์/ทันตภิบาลจะให้คำแนะนำ เบื้องต้นเกี่ยวกับการทำ ความสะอาดประจำ วันโดยทั่วไป

ปัญหาโรคเหงือกจะไม่มีอาการปวด คุณจึงอาจไม่ทราบว่าเหงือกของ คุณกำ ลังมีปัญหา จึงเป็นสาเหตุที่คุณควรตรวจสุขภาพฟันกับทันตแพทย์/ ทันตภิบาลเป็นประจำ โรคเหงือกอักเสบ หากไม่ทำ ความสะอาดฟันเป็นประจำ ทุกวัน คราบจุลินทรีย์ตามร่อง เหงือกจะทำ ให้เหงือกอักเสบติดเชื้อ หรือที่เรียกว่าโรคเหงือกอักเสบ เหงือกจะบวมแดงและเลือดออกได้ง่ายเมื่อแปรงฟัน เลือดออกอาจ เป็นอาการหนึ่งของโรคเหงือกอักเสบ หากไม่กำจัดคราบจุลินทรีย์เป็นเวลา 2-3 วัน คราบจุลินทรีย์จะสะสม ก่อตัวเป็นคราบหินปูน ผิวขรุขระของคราบหินปูนจะดักจับแบคทีเรีย และเพิ่มการสะสมของคราบหินปูน คราบหินปูนจะมีสีเหลืองซีด จากนั้น จะมีสีเข้มขึ้นจากกาแฟ ชา มัสตาร์ด ไวน์แดง ฯลฯ

การรักษาโรคเหงือกอักเสบ หากคราบจุลินทรีย์และหินปูนถูกกำ จัดเป็นประจำ ทุกวัน โรคเหงือก อักเสบก็จะบรรเทาลง และเหงือกจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง คุณสามารถ กำ จัดคราบจุลินทรีย์เหนือร่องเหงือก ได้ด้วยตัวเอง แต่คราบหินปูนและ จุลินทรีย์ที่อยู่ใต้ร่องเหงือกต้องกำจัดโดยทันตแพทย์/ทันตภิบาล บางคน อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดคราบหินปูนมากกว่า จึงอาจต้องพบทันตแพทย์ เพื่อรักษาบ่อยครั้งกว่า โรคปริทันต์ โรคปริทันต์ หรือเยื่อหุ้มฟันอักเสบเกิดจากโรคเหงือกอักเสบ อาการ อักเสบของเหงือกจะลุกลามลงไปยังบริเวณรากฟัน ฟันโยก และลุกลาม ไปยังขากรรไกร ซึ่งจะทำ ให้ร่องระหว่างเหงือกและฟันลึกมากขึ้นเรื่อยๆ เหงือกที่สุขภาพดีจะมี สีชมพูและมีฟันขึ้น เรียงเป็นแถว ร่องเหงือก เหงือก เส้นใยเหงือก ขากรรไกร คราบจุลินทรีย์ โรคเหงือก อักเสบ โรคเหงือกอักเสบ เหงือกบวมแดง ร่นรอบๆ ฟัน โดยไม่รู้ตัว หากรู้สึกว่าฟันโยก อาจเป็นอาการของโรคปริทันต์ที่กำ ลัง ลุกลาม ซึ่งหมายความว่าคราบจุลินทรีย์และหินปูนได้ลุกลามไปถึง รากฟันแล้ว ซึ่งไม่สามารถกำ จัดเองได้

 
banner

โรคปริทันต์อักเสบ
โรคปริทันต์เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับเหงือก และเนื้อเยื่อที่รองรับฟัน ซึ่งปรากฏอาการได้ใน 2 ลักษณะ คือ สภาวะเหงือกอักเสบ และปริทันต์อักเสบ

สาเหตุเกิดโรคปริทันต์อักเสบ มีสาเหตุหลักมาจากคราบจุลินทรีย์ ซึ่งมีมากที่บริเวณคอฟันใกล้กับขอบเหงือก จุลินทรีย์จะปล่อยสารพิษออกมา ทำให้เกิดเหงือกอักเสบ และทำลายอวัยวะปริทันต์ นอกจากนั้นสาเหตุหลักแล้วยังมีปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่ทำให้โรคมีความรุนแรงมากขึ้น คือ ปัจจัยต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์มากขึ้น ได้แก่ ฟันเก การอุดฟัน หรือใส่ฟันไม่พอดี การมีหินปูน นอกจากนี้ยังพบว่า การสูบบุหรี่ การเป็นโรคเบาหวาน การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในระยะตั้งครรภ์ หรือในวัยรุ่น การกินยาบางอย่างเป็นประจำ เช่น ยารักษาลมบ้าหมู และความเครียด เป็นปัจจัยเสริมที่ส่งผลให้โรคลุกลามมากขึ้น

ระยะที่มีสภาวะเหงือกอักเสบ เหงือกจะมีสีแดงจัด บวม เลือดออกง่ายเวลาแปรงฟัน เลือดออกได้เองตามไรฟัน อาจมีกลิ่นปากได้

ระยะที่มีสภาวะปริทันต์อักเสบ (หรือเรียกว่า รำมะนาด) การดำเนินของโรค จะเริ่มต้นจากการที่คราบจุลินทรีย์ไปยึดเกาะกับตัวฟัน โดยเฉพาะบริเวณขอบเหงือก ซึ่งระยะนี้ถ้ามีการแปรงฟันอย่างสะอาดและถูกวิธีร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันอย่างมีประสิทธิภาพทุกๆ วัน คราบเหล่านี้ก็จะสามารถถูกกำจัดไปได้โดยง่าย แต่ถ้าการทำความสะอาดฟันไม่ดีพอ เชื้อโรคต่างๆ ที่มีอยู่ก็จะเริ่มทำอันตรายเหงือกทำให้ขอบเหงือกอักเสบอ่อนๆ เห็นเป็นสีแดงกว่าเดิม จนถึงมีการทำลายอวัยวะปริทันต์อย่างถาวร คือ เหงือก เยื่อยึดปริทันต์ เคลือบรากฟัน กระดูกขากรรไกร จะถูกทำลายไป ไม่สามารถรักษาให้คืนสภาพปกติได้ อาการของโรคจะรุนแรงเป็นระยะๆ อาจมีอาการเหงือกบวม ปวด ฟันโยก หรือมีหนองไหลออกจากร่องปริทันต์

การป้องกัน ต้องดูแลความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรค การแปรงฟันนับเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือ เวลาเช้า และก่อนเข้านอน ด้วยเหตุผลที่ว่า คราบจุลินทรีย์จะก่อตัวขึ้นใหม่ หลังการแปรงฟันภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งในแต่ละคนก็อาจจะแตกต่างกันไป นอกจากการแปรงฟันแล้ว ควรใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดบริเวณซอกฟัน ในส่วนที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง เช่น ร่องเหงือก อาจใช้เครื่องทำความสะอาดฟันแรงดันน้ำ(Oral water Jet) ในการทำความสะอาดซอกฟันทีละซี่ ก็จะช่วยให้กำจัดคราบจุลินทรีย์อันเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่เป็น และเคยรักษาโรคปริทันต์มาแล้ว การแปรงฟันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถขจัด คราบแบคทีเรีย หรือคราบอาหารตกค้างออกได้หมด ควรใช้เครื่องมือช่วยทำความสะอาด เช่น ไหมขัดฟัน แปรงซอกฟัน และ เครื่องทำความสะอาดฟัน (Oral water Jet)ร่องเหงือกแบบล้ำลึกด้วยเครื่องทำความสะอาดฟัน

 
banner

ดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้ที่จัดฟัน
การแปรงฟันในขณะจัดฟัน
– การแปรงบริเวณเหล็กดัดฟัน เริ่มจากการแปรงโดยหมุนแปรงวนไปรอบๆ เป็นวงกลม จากนั้นหงายแปรงขึ้นประมาณ 45 องศา แล้วถูกแนวนอนไปมา เสร็จแล้วคว่ำแปรงลง 45 องศา แล้วถูกในแนวนอนไปมา
– ส่วนด้านบดเคี้ยวแปรงไปมาแนวหน้าหลัง
– ด้านเพดานปาก ให้แปรงโดยใช้วิธีปัดจากเหงือกลงไปสู่ฟัน
– แปรงลิ้นเพื่อทำความสะอาดและลดการสะสมของแบคทีเรีย

การดูและรักษาฟันในระหว่างการจัดฟัน
– แปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร และก่อนเข้านอน เพราะทุกครั้งที่รับประทานอาหารไม่ว่าอะไรก็ตามจะมีเศษอาหารจำนวนมากเข้าไปติดอยู่ตามซอกฟันและเหล็กดัดฟัน ซึ่งแค่การบ้วนปากไม่สามารถทำความสะอาดเศษอาหารเหล่านั้นออกมาได้หมด การแปรงฟันจึงเป็นการทำความสะอาดที่ดีที่สุดหลังการรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารหมักหมมอยู่ในช่องปากซึ่งอาจทำให้มีกลิ่นปากและฟันผุได้
– ยาสีฟันที่ใช้ควรเลือกยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์เพื่อลดอัตราการเกิดฟันผุ ซึ่งปัจจุบันมียาสีฟันโฟมที่ใช้สะดวก อมกลั้วปากเพียง 30 วินาทีหลังอาหาร จะช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรียตามซอกเหล็กจัดฟัน ลดการเกิดกลิ่นปาก และหินปูนได้อย่างดี
– การเลือกแปรงสีฟัน ควรเลือกแปรงที่ผลิตออกสำหรับผู้ที่จัดฟันโดยเฉพาะเนื่องจากจะมีประสิทธิภาพในการซอกซอนทำความสะอาดสำหรับคนที่ดัดฟันได้ดีกว่าแปรงสีฟันธรรมดาทั่วไป หรือใช้เครื่องทำความสะอาดฟัน(Oral Water Jet)เพื่อช่วยขจ้ดเศษอาหารตกต้างตามซอกเหล็กจัดฟัน และร่องเหงือก เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของคราบสกปรกจนทำให้เป็นสาเหตุกลิ่นปาก และเหงือกอักเสบได้
– ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีความแข็ง กรอบ เหนียว เช่น น้ำแข็ง หมากฝรั่ง กาละแมร์ ถั่วชนิดต่างๆ กระดูกอ่อน เพราะอาจะทำให้เหล็กดัดฟันหลุดหรือขาดได้
– ใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดเพิ่มเติมจากการแปรงฟัน เพราะบางครั้งการแปรงฟันไม่สามารถซอกซอนไปอย่างถั่วถึงการใช้ไหมขัดฟันจะทำให้ฟันสะอาดยิ่งขึ้น

 
banner

ปัญหาเสียวฟัน
อาการเสียวฟันเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจเกิดขึ้นเนื่องจากโรคเหงือกหรือขบวนการตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น
การมีอุปนิสัยชอบรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยว การเลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งเกินไป หรือการแปรงฟันที่ผิดวิธี
โดยแปรงฟันแรงเกินไป ส่งผลให้เหงือกร่น ฟันสึกบริเวณใกล้ขอบเหงือก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเสียวฟันขึ้นมาได้

สาเหตุอาการเสียวฟัน การที่เคลือบฟันของเราสึกหรือเหงือกร่น ทำให้เนื้อฟันสัมผัสกับอาหารหรือสิ่งกระตุ้นโดยตรง ปกติฟันของเราจะถูกปกป้องด้วยเคลือบฟันและเหงือก เมื่อเคลือบฟันของเราสึกหรือหลุดออก หรือเหงือกร่น
เคลือบฟันจะถูกเปิดออกให้สัมผัสกับสิ่งกระตุ้นภายนอก อาการเสียวฟันนั้นมีจุดกำเนิดมาจากท่อเล็กๆ
ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นในเนื้อฟัน ท่อดังกล่าววิ่งตรงจากโพรงประสาทฟันไปยังเคลือบฟัน โดยภายในท่อเล็กๆ เหล่านี้จะมีของเหลวอยู่เต็มและมีแขนงใยประสาทอยู่ซึ่งเป็นใยประสาทที่มี ความไวต่อการกระตุ้นของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังนั้นเมื่อฟันผุหรือสึกถึงบริเวณนี้จะทำให้เกิดอาการเสียวฟัน การรักษาอาการเสียวฟันจะรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาหารเสียวฟัน ซึ่งสาเหตุของแต่คนก็มีสาเหตุไม่เหมือนกันแม้ว่าจะเสียวฟันเหมือนกันก็ตาม

วิธีดูแลและป้องกันอาการเสียวฟัน
1.แปรงฟันถูกวิธี และรักษาความสะอาดของช่องปากอย่างสม่ำเสมอ โดยควรเลือกใช้แปรงที่ขนอ่อนนุ่มแปรงรอบ ๆ และใต้แนวเหงือก ซึ่งเป็นบริเวณที่เชื่อมต่อระหว่างเหงือกและส่วนบนของซี่ฟัน และควรทำความสะอาดให้ทั่วทุกซอกฟัน ไม่ควรแปรงฟันแรงเกินไป
2.ควรลดการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเปรี้ยวจัด เพราะอาจมีผลให้เคลือบฟันค่อย ๆ สึกออกจากผิวฟัน ทำให้เนื้อฟันถูกเปิดออก
3.พบทันตแพทย์เพื่อตรวจ สุขภาพฟัน หรือ การขูดหินปูนรอบ ๆ แนวเหงือก เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งก่อให้เกิดอาการเหงือกร่นและเนื้อฟันถูกเปิดได้ในที่สุด
4.ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของ HAP ในรูปแบบของ Whitening Toothfoam เป็นสารธรรมแคลเซียมธรรมชาติ ที่มีส่วนประกอบแคลเซียมใกล้เคียงเนื้อฟันของเรา จะช่วยเติมเต็มผิวฟันทำให้ลดอาการเสียวฟันได้

 

BBetterCare to share...Share on Facebook1.8kShare on Google+0Tweet about this on TwitterPin on Pinterest0