ปัญหากลิ่นปากจาก ‘ขี้ไคลทอนซิล'(Tonsil Stone)

ปัญหากลิ่นปากจากขี้ไคลทอนซิล

มีจำนวนผู้ป่วยไม่น้อย ที่ไม่ทราบว่าตนมีขี้ไคลทอนซิล

ต่อมทอนซิล (tonsils)
เป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อ ประเภทต่อมน้ำเหลือง มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ภายในต่อมมีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด มีหน้าที่หลักคือ การจับและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายทางทางเดินอาหาร หน้าที่รองลงมาคือ สร้างภูมิคุ้มกัน ต่อมทอนซิลพบได้หลายตำแหน่ง ต่อมที่เราเห็น จะอยู่ด้านข้างของช่องปาก มีชื่อเรียกว่า พาลาทีนทอนซิล (palatine tonsil) นอกจากนั้น ต่อมทอนซิลยังพบได้บริเวณโคนลิ้น (lingual tonsil) และช่องหลังโพรงจมูก (adenoid tonsil)
 
ปกติพาลาทีนทอนซิล จะมีร่อง หรือซอก (crypts) ซึ่งเศษอาหารอาจเข้าไปติด หรือตกค้างได้ นอกจากนั้นเซลล์ที่บุร่องหรือซอกนั้น อาจมีการตาย และหลุดลอกออกมา คล้ายกับเซลล์ผิวหนังชั้นบนสุด ที่มีการหลุดออกมาเป็นขี้ไคล แล้วมีแบคทีเรีย, เม็ดเลือดขาวและเอ็นไซม์ในน้ำลายเข้าไปย่อยสลาย เกิดเป็นสารคล้ายเนย สีเหลือง ขาวสะสมอยู่ เรียกว่า “ขี้ไคลทอนซิล (tonsillar concretion)”
ผู้ป่วยบางราย อาจมีสารแคลเซียมมาเกาะ ทำให้มีลักษณะคล้ายก้อนแคลเซียม(tonsillolith) หรือก้อนหิน (tonsil stone)
อยู่ในร่องของต่อมทอนซิลได้

 
 
 
ขี้ไคลทอนซิล (Tonsil Stone) อาจทำให้เกิดปัญหาดังต่อไปนี้
1) ก่อให้เกิดความรำคาญ รู้สึกคล้ายมีอะไรติดๆ อยู่ในลำคอ
2) ทำให้ต่อมทอนซิลอักเสบ ทำให้มีอาการเจ็บคอเป็นๆ หายๆ
3) ทำให้มีกลิ่นปาก
4) ทำให้มีอาการปวดร้าวไปที่หู หรือไอเรื้อรังได้ในผู้ป่วยบางราย

ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดขี้ไคลทอนซิลนั้น ไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากบางราย มีร่องหรือซอกของพาลาทีนทอนซิล ทั้งมาก และลึก แต่กลับไม่เกิดปัญหาขี้ไคลทอนซิลเท่าไรนัก ตรงกันข้าม บางรายมีร่องหรือซอกของพาลาทีนทอนซิล ไม่มาก และตื้น แต่กลับเกิดปัญหาขี้ไคลทอนซิลมาก และมีจำนวนผู้ป่วยไม่น้อย ที่ไม่ทราบว่าตนมีขี้ไคลทอนซิล เนื่องจากไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาข้างต้นมากนัก และมาตรวจพบโดยแพทย์

ขี้ไคลทอนซิล (Tonsil Stone) สามารถทำให้เกิดต่อมทอนซิลอักเสบเป็นๆหายๆได้ เนื่องจากอาจไปอุดกั้นการระบายสารคัดหลั่งจากต่อมทอนซิล แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มีต่อมทอนซิลอักเสบเป็นๆหายๆ มักเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนมากกว่าที่จะเกิดจากขี้ไคลทอนซิล มีผู้ป่วยที่มีขี้ไคลทอนซิลหลายราย ที่ไม่เคยเกิดปัญหาต่อมทอนซิลอักเสบเลย ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างขี้ไคลทอนซิล และการอักเสบของต่อมทอนซิลเป็นๆหายๆนั้น จึงยังไม่ทราบแน่ชัด ปัญหาดังกล่าวที่เกิดจากขี้ไคลทอนซิล มักพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก เมื่อก้อนดังกล่าวในร่องของต่อมทอนซิลมีขนาดใหญ่กว่าที่ร่องจะรับได้ ก็อาจหลุดออกมาเองได้ หรือเมื่อผู้ป่วยไอ หรือขากเสมหะแรงๆ อาจหลุดออกมาให้เห็นได้

ขี้ไคลทอนซิลนั้น ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะไม่เป็นอันตรายใดๆต่อผู้ที่มี แต่อาจทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งอาจจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเสียไป เช่น อาจรู้สึกไม่มั่นใจ เวลาพูดกับผู้อื่น เนื่องจากมีกลิ่นปาก ปัญหาขี้ไคลทอนซิลนั้น ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้ พฤติกรรมการรับประทานอาหาร รวมทั้งโรคกรดไหลย้อนไม่ได้มีส่วนที่ทำให้เกิดโรคนี้ แต่ผู้ป่วยอาจสังเกตเองได้ว่า มีพฤติกรรมในการรับประทานอะไร ที่อาจกระตุ้นทำให้มีขี้ไคลทอนซิล หรือมีปัญหาที่เกิดจากขี้ไคลทอนซิลมากขึ้น ก็ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมนั้น

 
การรักษา มี 2 วิธี
1) วิธีไม่ผ่าตัด
– การกลั้วคอแรงๆ หลังรับประทานอาหาร ด้วยน้ำยากลั้วคอ, น้ำเกลือ หรือน้ำเปล่าธรรมดา ซึ่งอาจจะช่วยให้ขี้ไคลทอนซิลหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น
– การใช้นิ้วนวดบริเวณใต้คางบริเวณมุมขากรรไกรล่าง (ซึ่งตรงกับบริเวณต่อมทอนซิล) เพื่อให้ขี้ไคลทอนซิลดังกล่าวหลุดออกมา
– การใช้ไม้พันสำลี (cotton bud), ปลายของที่หนีบผม, เครื่องมือที่ใช้เขี่ยขี้หูออก (ear curette), แปรงสีฟัน เขี่ย หรือกดบริเวณต่อมทอนซิล เพื่อเอาขี้ไคลทอนซิลดังกล่าวออก วิธีนี้ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยทำเอง เนื่องจากอาจมองเห็นไม่ชัด อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อบริเวณต่อมทอนซิล อาจเกิดแผล หรือมีเลือดออกได้ ควรให้แพทย์เป็นผู้เขี่ยออกให้ ผู้ป่วยบางราย อาจใช้นิ้วล้วงเข้าไปในช่องปาก แล้วกดบริเวณส่วนล่างของต่อมทอนซิล แล้วดันขึ้นบน หรือใช้ลิ้นดัน เพื่อให้ขี้ไคลทอนซิลหลุดออกมาได้
ใช้ที่พ่นน้ำทำความสะอาดช่องปาก ฟัน และลิ้น ฉีดบริเวณต่อมทอนซิล อาจทำให้ขี้ไคลทอนซิลหลุดออก

2) วิธีผ่าตัด
– ใช้กรด trichloracetic acid หรือเลเซอร์ (laser tonsillotomy) จี้ต่อมทอนซิล เพื่อเปิดขอบร่อง หรือซอกของต่อมทอนซิลให้กว้าง ไม่ให้เป็นซอกหลืบที่จะเป็นที่สะสมของสิ่งต่างๆได้อีก ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่
– ผ่าตัดต่อมทอนซิลออก (tonsillectomy) เป็นการรักษาที่หายขาด มักจะทำในกรณีที่ใช้วิธีดังกล่าวข้างต้นแล้วยังไม่ได้ผล ดังนั้น เมื่อท่านสงสัยว่าจะมีขี้ไคลทอนซิล และมีปัญหาดังกล่าวข้างต้น และได้ลองใช้วิธีไม่ผ่าตัด แล้วแต่ปัญหาดังกล่าว ยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ หู คอ จมูกนะครับ เพราะ แพทย์ช่วยแก้ปัญหาให้ท่านได้ครับ

 
เรื่องโดย รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน สาขาโรคจมูก และโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสตนาสิกลาริงซ์วิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ที่มา : เว็บไซต์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

บทความที่เกี่ยวข้อง
.

ปัญหากลิ่นปาก

ปอดเป็นหนองจากแบคทีเรียในช่องปาก

 

Aquapick Oral Water Jet : เครื่องทำความสะอาดฟัน เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีสำหรับทุกคนในครอบครัว

 
 
 

BBetterCare to share...Share on Facebook8Share on Google+0Tweet about this on TwitterPin on Pinterest0